หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎีเกม

ถ้าลองมองตลาดหุ้นเป็นเกมเกมหนึ่ง เกมนี้มีผู้เล่นหลายฝ่าย ทั้งบริษัท นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนรายใหญ่ โบรคเกอร์ กองทุน ต่างชาติ ฯลฯ ซึ่งผู้เล่นแต่ละฝ่ายก็ล้วนอยากเป็นผู้ชนะในเกมที่ชื่อว่า "ตลาดหลักทรัพย์" เกมนี้

การวางกลยุทธต่างๆ เช่น การสร้างความน่าเชื่อ การออกข่าวลวง การปกปิด การโจมตี ฯลฯ ก็ล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้เล่นแต่ละฝ่าย เรามักจะพบเห็นกรณีผู้เล่นหน้าใหม่ ที่ยังไม่ชำนาญกติกาการลงทุน(และวิธีเอาตัวรอดในตลาดทุน)  มักโดนผู้เล่นมือเก๋ารับน้องจนสูญเสียกำลังใจกันไป  ดังนั้นสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่เราไม่ควรโดดเข้าไปเล่นเกมนี้โดยปราศจากการวางกลยุทธที่ดีพอ เพราะจะทำให้เราเป็นผู้แพ้ได้โดยไม่ได้ตั้งตัว

ลองศึกษาการวางกลยุทธจากทฤษฎีเกมดูมั้ยคะ อาจจะเปลี่ยนชีวิตการลงทุนให้เราไม่ต้องเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟอีกก็ได้นะ :)




วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผลประโยชน์ร่วม

ในโลกของตลาดทุน ซึ่งมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มลงทุน อาจจะยังอยู่ในมุมมองโลกสวย  เช่น
"ฝากมาร์เล่น เดี๋ยวมาร์ก็ทำกำไรให้"
"เล่นหุ้นตามเพื่อน เพื่อนรักและหวังดีต่อเรา"
"เล่นหุ้นตามเซียน เพราะเซียนเก่งอยู่แล้ว"
ฯลฯ
ซึ่งการลงทุนโดยการหวังพึ่งคนอื่นเช่นนี้ ในระยะยาวแล้วยากที่จะประสบความสำเร็จได้

เนื่องจากความโหดร้ายที่แท้จริงของตลาดทุน คือแรงผลักดันจากพื้นฐานจิตใจของมนุษย์ซึ่งก็คือ "ความโลภและความกลัว" นั่นเอง ผู้มีบทบาทในตลาดทุนแต่ละคน อาจมีความเกี่ยวข้องต่อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งทั้งทางตรงและทางอ้อม การแนะนำซื้อหรือแนะนำขายอาจมีผลประโยชน์แอบแฝง การเข้าซื้อหรือขายหุ้นโดยอ้างอิงคำแนะนำของผู้อื่นโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ อาจทำให้เจ๊งโดยไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ 

แล้วนักลงทุนอย่างเราจะเชื่อใครได้...??
คำตอบในอุดมคติก็คือ เชื่อตัวเอง

แต่ถ้าเป็นแมลงเม่าควรจะเชื่อตัวเองหรือไม่....ยังคงเป็นปริศนาธรรมที่ต้องค้นหาคำตอบต่อไป ><''






วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ความเหมือนที่แตกต่าง

ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงหนักๆ นักลงทุนบางท่านที่มีหุ้นอยู่ในมืออาจตื่นตระหนกและรู้สึกไม่อยากดูจอหุ้น ในขณะที่นักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่ง กล้าที่จะมองทะลุวิกฤตินั้น เห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เข้าช้อนซื้อหุ้น และทำกำไรได้มหาศาลในช่วงที่วิกฤติผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งเราจะเห็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันหลายๆ ท่าน มักจะเป็นผู้กล้าท้าความตายเข้าซื้อหุ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจหนักๆ

นักลงทุนหน้าใหม่ที่ศึกษาอัตชีวประวัติของนักลงทุนรุ่นพี่ในดวงใจก็มักจะได้รับซึมซับคำสอน "ในวิกฤติมีโอกาส" จนจำขึ้นใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โอกาสเป็นของคนที่พร้อมเสมอ :-)


วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เสียน้อยเสียยาก

เคยไหม... กับการที่เฝ้าจับตาหุ้นตัวหนึ่งเป็นระยะเวลานานเป็นเดือนๆ
เคยไหม...กับการเฝ้าศึกษาหุ้นตัวนั้นอย่างดี อ่านเอกสารหลายฉบับ
เคยไหม...กับการนั่งไล่ดูสถิติหุ้นอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน
เคยไหม...กับการที่ตัดสินใจจะซื้อหุ้นตัวนั้นแล้ว เงินก็เตรียมไว้เรียบร้อย
เคยไหม...ที่รู้ตัวว่าวิเคราะห์ถูกทางแล้ว แต่สุดท้าย ดันไม่มีหุ้นอยู่ในมือ...

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เรากะเกณฑ์ไว้ตลอด...
โดยเฉพาะเรื่องราวในตลาดทุน หุ้นแต่ละตัว มี Story เป็นของตนเองจากบรรดานักลงทุนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งหุ้นที่โดดเด่น ก็ยิ่งมีผู้ให้ความสนใจมาก ยิ่งหุ้นที่มีผู้สนใจมาก ราคาหุ้นก็ยิ่งแกว่งอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ

การจะซื้อ/ขายหุ้นในราคาที่ตั้งเป้าหมายไว้ ต้องใช้ความอดทน จากการตั้ง Bid,Offer ในกระดานหุ้น แล้วรอผู้ซื้อ/ขาย ที่มีความต้องการตรงกัน มา Match กัน ซึ่งบางครั้งเราก็สามารถซื้อ/ขายหุ้นได้ราคาที่ต้องการ แต่บางครั้ง หุ้นบางตัวก็ร้อนแรงเกินไป ทำ new high, new high และ new high ติดต่อกันทุกวัน ราคาที่เราเคยคิดว่า "แพง" ในอดีต กลับเป็นราคา "ไม่แพง" ในอีกไม่กี่วันต่อมา

แม้จะเฝ้าศึกษาหุ้นมาอย่างดี แต่ถ้าซื้อไม่ได้ในจังหวะและราคาที่เหมาะสม ก็ไร้ความหมาย ในบางครั้งการใช้ MP (Market Price) ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนไม่ "พลาด" ในจังหวะสำคัญของการลงทุนนะคะ

ปล. ตกรถแบบไม่รู้ว่าจะขึ้นคันไหน กับตกรถแบบไม่ยอมขึ้นรถเพราะมัวแต่ต่อราคาค่าโดยสารเนี่ย ความเจ็บใจมันผิดกันเยอะเลยนะคะ ><'



วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Level of loss

เชื่อว่านักลงทุนแต่ละท่านคงเคยประสบภาวะขาดทุน (loss) กันมาบ้าง นักลงทุนที่มีการวางแผนการลงทุนมาอย่างดี และมีวินัยในการลงทุน อาจไม่ค่อยเจอการขาดทุนครั้งใหญ่

แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วๆ ไป ที่ยังมีจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ไม่ค่อยมีวินัยในการลงทุน ประกอบกับการไม่ค่อยมีเวลาศึกษาข้อมูลหุ้นแต่ละตัวโดยละเอียด อาจตัดสินใจที่จะถือหุ้นที่กำลังตกนั้นต่อไป  โดยที่ประเมินไม่ถูกว่าก้นเหวของมันจะลงไปได้ลึกขนาดไหน พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่า... ขาดทุนจนแทบแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

ในทุกๆ ช่วงการขาดทุนนั้น สภาพจิตใจของนักลงทุนก็ค่อยๆ โดนกัดกร่อนไปด้วย อย่างที่ทราบกันว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ก่อนการลงทุนใดๆ ก็ตาม เราควรสำรวจตัวเองว่ายอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด และพยายามจำกัดความสูญเสียให้อยู่ภายในระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ แต่หากผิดพลาดขึ้นมา ก็อย่ามัวจมปลักกับความพ่ายแพ้ ต้องยอมรับความจริงและถือซะว่าใช้ประสบการณ์จากความผิดพลาดนั้นเป็นบทเรียน(ราคาแพง) สำหรับการลงทุนในครั้งต่อไปจ้า