หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลี้ยงลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลี้ยงลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ส่งลูกเรียนเอกชน ต้องออมเดือนละเท่าไหร่?


จากโพสต์เดิมที่เคยเขียนไว้ว่า มีลูกหนึ่งคนต้องใช้เงินเท่าไหร่ วันนี้พี่เม่าจะขอต่อยอดโพสต์เดิม ว่าการจะส่งลูกให้ถึงฝั่งฝันตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรีนั้น พ่อแม่จะต้องออมเงินเดือนละเท่าไหร่ ขอตั้งสมมุติฐานว่าจะส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชนละกันนะ เพราะเป็นออฟชันกลางๆ ที่ผู้อ่านส่วนมากเลือก 


โดยให้ค่าเทอมอนุบาลอยู่ที่ 70,000 บาทต่อปี, ประถม-มัธยม 80,000 บาทต่อปี, ปริญญาตรีอยู่ที่ 1 แสนบาทต่อปี และให้อัตราค่าเทอมเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี (ถัวๆ กันไป บางปีขึ้นเยอะ บางปีก็ไม่ขึ้น)

การเก็บเงินเพื่อส่งลูกเรียนมี 2 แบบ คือแบบคนธรรมดาส่งลูกเรียน กับ นักลงทุนส่งลูกเรียน

1.แบบคนธรรมดาส่งลูกเรียน
ทยอยเก็บไป จ่ายไปแบบชิลๆ เป็นเงินที่ต้องใช้ในระยะเวลาอันใกล้ จึงไม่ควรนำไปลงทุนอะไรเสี่ยงมากนอกจากฝากธนาคารกินดอกเบี้ยน่ารักๆ 0.25-0.5% ซึ่งแทบไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรในชีวิต ตามตารางนี้คิดโดยการเอาค่าเล่าเรียนทั้งปีหารจำนวนเดือน ไม่ได้นำดอกเบี้ยจุ๋มจิ๋มเข้ามาร่วมคิดด้วย 

ข้อดีของการเก็บไปจ่ายไป คือ ตอนลูกยังเล็ก เราอาจจะยังมีรายได้น้อย และเพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัว มีภาระต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ ก็ค่อยๆ ออมไปจ่ายไป เพราะตอนลูกยังเล็กก็ค่าเล่าเรียนยังไม่แพง เราก็ยังไม่หนักมาก พอลูกโตขึ้นค่าเล่าเรียนมากขึ้น เราก็เริ่มก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หาเงินได้มากขึ้น สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนลูกที่แพงขึ้นตามวัยได้

แต่ออมไปจ่ายไปแบบนี้ ต้องใช้เงินของเราจ่ายล้วนๆ ดอกเบี้ยแทบไม่ช่วยอะไรเราเลย

2. แบบนักลงทุนส่งลูกเรียน 
แบบนี้เป็นแบบเหนื่อยวันนี้ สบายในวันข้างหน้า เป็นแนวคิดแบบนักลงทุ๊น นักลงทุน คือพอลูกคลอดปุ๊ป เก็บเงินปั๊ป และไม่ใช่เก็บแบบฝากธนาคารอย่างเดียว เราต้องแบ่งเงินเป็น 3 กองตามหลักการลงทุนที่ดี คือ เงินออมระยะสั้น-กลาง-ยาว 

  • เงินออมระยะสั้น คือค่าเล่าเรียนระดับอนุบาล ที่จะต้องจ่ายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เงินออมในส่วนนี้ ควรนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่เกรดดีๆ จะแบ่งซื้อสลากออมสิน สลาก ธกส. ไว้บ้างก็ได้ เผื่อลุ้นโชค 
  • เงินออมระยะกลาง คือค่าเล่าเรียนระดับประถม ที่ต้องจ่ายในอีก 6-11 ปีข้างหน้า ควรนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% อาจนำไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว หรือกองทุนรวมหุ้น สำหรับกองทุนรวมหุ้น แนะนำให้ลงใน LTF ให้เต็มสิทธิก่อนเพราะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกลับมาอีกด้วย มีแต้มต่อกองทุนรวมหุ้นอื่นๆ
  • เงินออมระยะยาว คือค่าเล่าเรียนระดับมัธยม กว่าจะจ่ายก็อีกเป็นสิบปีนู่น เงินส่วนนี้จึงสามารถรับความเสี่ยงได้สูง ควรนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี เช่นลงทุนในหุ้น เพราะสามารถใช้ระยะเวลาในการลดความเสี่ยงได้ หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่ารอรอบได้ (อัตราผลตอบแทนตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ยตั้งแต่ปี 2518 - ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี)


โดยเงินออมแต่ละเดือนให้แบ่งเป็น 3 กองไปเลย


การออมเงินแบบนี้ ช่วงแรกๆ จะหนักมาก ต้องออมเดือนละเกือบ 15,000 บาท ตั้งแต่ลูกยังแบเบาะ แต่พอหลายปีผ่านไป พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะช่วยเราจ่ายค่าเทอมด้วย พอลูกขึ้นมัธยมเราก็เริ่มเบาแล้ว จ่ายแค่หลักพันต่อเดือนเอง ถ้าเรามีลูกตอนอายุ 30 ปี พอลูกขึ้นมัธยมเราก็อายุ 40 กว่าๆ แล้ว ซึ่งเป็นวัยที่ต้องโฟกัสเรื่องเงินเก็บหลังเกษียณแล้ว เราก็สามารถเตรียมเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องพะวงเรื่องการเรียนของลูกอีก

วิธีนี้ถ้าคำนวณแล้ว เราจะจ่ายเงินค่าเทอมเพียง 1.2 ล้านบาท และดอกเบี้ยช่วยจ่ายค่าเทอมอีกเกือบ 9 แสนบาท ทำให้หายใจทั่วท้องขึ้นเนอะ แต่ก็ต้องศึกษาเรื่องการลงทุนให้จงหนักนะ ไม่งั้นถ้าขาดทุนอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าแบบแรกก็ได้นะ ><’

ทั้งหมดข้างต้นนั้น คิดแค่ค่าเล่าเรียนจากอนุบาลถึงปริญญาตรีเท่านั้น ยังไม่ได้รวมการศึกษาระดับปริญญาโท (ขนาดสมัยนี้ ปี พ.ศ. 2559 จบแค่ปริญญาตรียังไม่ค่อยจะพอแล้ว) และไม่รวมค่ารักษากรณีเจ็บป่วยหรือกรณีเกิดอุบัติเหตุกับลูก และที่สำคัญคือแผนการออมเงินนี้ยังมีจุดอ่อนตรงที่ ยังไม่รวมอนาคตที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นกับผู้ปกครองด้วย เพราะเกิดเป็นพ่อเป็นแม่คนห้ามเจ็บห้ามตายนะจ้ะ ^^’ แต่เพื่อความไม่ประมาท ถึงเราเป็นอะไรไปลูกก็ยังควรได้เรียนต่อ แนะนำให้ทำประกันไว้ก็ดีนะ จะเป็นประกันชีวิตของเราไปเลยก็ได้ หากเกิดอะไรขึ้น จะได้เงินก้อนกลับมา แต่ถ้าลูกยังเล็กอยู่อาจยังบริหารเงินไม่เป็น เงินอาจไม่ตกถึงลูกโดยตรงก็ได้

สมัยนี้มีประกันเพื่อทุนการศึกษาโดยเฉพาะ เช่น iGrow ประกันเพื่อทุนการศึกษาจาก Krungthai Axa ส่ง 7 ปี เงินทยอยคืนปีที่ 18-24 (สิ้นปีที่ 24 ได้คืนเยอะ ใช้เป็นทุนต่อโทได้)  และหากผู้ปกครอง เสียชีวิต, พิการ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงระหว่างจ่ายเบี้ย กรมธรรม์ก็ยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรง 18 โรคในเด็กเล็กที่นิยมเป็นกัน และประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม http://bit.ly/2eksu7K 

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะส่งเรียนที่โรงเรียนถูกหรือแพงแค่ไหน การเลี้ยงลูกด้วยความรักและความเข้าใจก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และพี่เม่าเชื่อว่าการให้ลูกรู้ถึงฐานะทางการเงินที่แท้จริงของครอบครัว ทำให้ง่ายต่อการวางแผนการศึกษาในอนาคตมากขึ้น :)

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เลี้ยงลูกหนึ่งคน ต้องใช้เงินเท่าไหร่


สำหรับครอบครัวที่วางแผนมีลูก หรือครอบครัวที่มีลูกอยู่แล้ว เคยลองคำนวณดูไหมว่า การเลี้ยงเด็ก 1 คนตั้งแต่แรกเกิดจนส่งถึงฝั่งวันที่เขาทำมาหาเลี้ยงชีพตัวเองได้ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?
วันนี้พี่เม่าลองคำนวณมาให้ดูเล่นๆ แบบง่ายๆ อันนี้เป็นค่าใช้จ่าย ขั้นต่ำ สำหรับเด็กหนึ่งคนเท่านั้น โดยแบ่งเป็น 3 แบบ



แบบมาตรฐาน คือ ใช้ชีวิตกินอยู่แบบลูกชาวบ้านทั่วไป ใช้จ่ายวันละไม่เกิน 100 บาท เรียนโรงเรียนรัฐบาล ถึงบางโรงเรียนอาจจะมีนโยบายเรียนฟรี แต่จริงๆ ก็ยังต้องเสียตังค์ค่าจิปะถะนู่นนี่อยู่ดี ตีแบบประหยัดๆ ให้แล้ว เมื่อเรียนจนจบมหาลัย คำนวณออกมาได้ 1.3 ล้านบาท/คน

แบบพรีเมียมขึ้นมาหน่อย คือใช้จ่ายหรูขึ้นมาหน่อยวันละไม่เกิน 200 บาท คือบางทีอาจไปกินร้านอาหารดีๆ บ้าง ซื้อยางลบมียี่ห้อบ้าง อะไรแบบนี้ ก็ถัวๆ กันไป ถ้าเรียนโรงเรียนเอกชน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงมหาลัย ใช้เงินไป 3.1 ล้านบาท

และแบบที่สามคือแบบอีลีท คือลูกคนมีตังค์ ซึ่งไม่ได้ใช้วันละร้อยแน่นอนด้วยสภาวะสังคม ก็เลยให้ค่าใช้จ่ายไปวันละ 500 บาท และการศึกษาก็เรียนอินเตอร์ถึงมัธยม ช่วงมหาลัยไปต่อต่างประเทศเก๋ๆ กดออกมาได้ 16.8 ล้านบาท!

และเพิ่มความน่าสะพรึงให้บรรดาพ่อแม่ เพราะตัวเลขนี้เป็นการคำนวณแบบยังไม่ได้เอาเงินเฟ้อมาเกี่ยว และ ไม่รวมค่าเรียนเสริมพิเศษอื่นๆ (พวกดนตรี กีฬา ศิลปะ ภาษาต่างประเทศ),ค่าแปะเจี๊ยะ,ค่าไปเที่ยวต่างประเทศ,ค่าของแบรนด์เนมตามเพื่อนแบบวัยรุ่น, ค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ ฯลฯ และอันนี้คือลูกคนเดียวนะ ถ้ามีลูกมากกว่าหนึ่งคนก็ คูณ 2 คูณ 3 เข้าไปตามจำนวนลูกที่มี

สำหรับบางคนที่เงื่อนไขต่างจากนี้ เช่น ประถมให้เรียนอินเตอร์ มัธยมให้เรียนเอกชน ปริญญาตรีให้เรียนต่างประเทศ แถมจะส่งไปเรียนซัมเมอร์เมืองนอก ต่างๆ นาๆ ก็สามารถไปลองคำนวณผ่านแอพ iGrow ได้ตามลิงก์นี้เลย  http://bit.ly/2eksu7K จะได้รู้ตัวเลขคร่าวๆ ที่ต้องจ่าย

เพราะการเป็นพ่อแม่ ไม่ได้จบแค่การให้กำเนิดลูกขึ้นมา แต่ภาระหน้าที่ของพ่อแม่ที่แท้จริง คือการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาอย่างมั่นคงและมีคุณภาพ ถึงตอนนี้ที่ลูกเกิดมาแล้ว เราอาจจะยังไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่เตรียมไว้ แต่ถ้าเราบริหารรายรับรายจ่ายได้ดี เราก็ยังสามารถทำตามแผนได้ แต่สิ่งสำคัญคืออย่าลืมคำนวณถึงอายุเกษียณ ยิ่งพ่อแม่ปัจจุบันที่มีลูกช้า เช่นมีลูกหลังอายุ 35 ปี แต่ที่ทำงานเอกชนส่วนมากเกษียณอายุตอน 55 ปี แปลว่าเราเกษียณแล้วลูกเพิ่งขึ้นมหาวิทยาลัย จึงต้องคิดเผื่อในส่วนนี้ด้วยว่าเมื่อถึงตอนนั้นเราจะมีเงินส่งเขาอยู่อีกไหม หรือถ้าเราเป็นอะไรไปก่อนลูกจะเรียนจบ ลูกจะยังได้มีชีวิตตามแผนที่เราวางไว้ไหม

ปัจจุบันนี้มีกรมธรรม์ที่ช่วยตอบโจทย์เรื่องนี้ คือ iGrow จ่ายเบี้ยแค่ 7 ปี และจะทยอยคืนเงินต่อเนื่องในสิ้นปีกรมธรรม์ที่  15 และต่อเนื่อง 18-24 ปี คือคืนมาเป็นเงินค่าเทอมลูกตอนเรียนปริญญาตรีควบปริญญาโทนั่นแหละ และให้ความคุ้มครอง 18 โรคร้ายสำหรับเด็ก และประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ส่วนที่พี่เม่าชอบกรมธรรม์นี้ก็คือ ให้การคุ้มครองยังอยู่แม้ผู้ปกครองจะไม่อยู่จ่ายแล้ว คือในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิดกับผู้ปกครอง ลูกก็ยังได้ผลประโยชน์เท่าเดิมอยู่ โดยที่ไม่ต้องส่งเบี้ยต่อแล้ว ถ้าสนใจเชิญอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://iservice.kt-axa.com/campaign/igrow/index.html