แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ technical analysis แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ technical analysis แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556
เรียนรู้ลงทุนกับ ก.ล.ต. :: หุ้นปันผล VS หุ้นเก็งกำไร
หากพูดถึงการลงทุนในหุ้น อาจจะแบ่งคร่าวๆ ได้เป็นสองแบบคือ หุ้นปันผล กับหุ้นเก็งกำไร
หุ้นปันผล เป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนระยะยาว ที่ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอต่อเนื่องเช่นเดียวกับการฝากเงินที่ธนาคารพาณิชย์ โดยผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นปันผล มักสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร(ในช่วงที่ธนาคารดอกเบี้ยต่ำ) และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว รายได้จากเงินปันผลเป็นรายได้ที่เกิดจากการส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจ ตราบใดที่ธุรกิจนั้นยังมีสุขภาพที่ดีและสามารถทำกำไรได้ ส่วนแบ่งในรูปเงินปันผลก็จะยังไหลเข้าสู่กระเป๋าของเราต่อไปไม่หยุด อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นปันผลต้องอาศัยระยะเวลา ไม่ใช่หนทางในการรวยเร็ว รวยง่าย รวยไว จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคง มีรายได้สม่ำเสมอ และเติบโตไปพร้อมกับบริษัท
ส่วนหุ้นเก็งกำไร เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูง เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น ๆ แต่ก็ มีโอกาสขาดทุนสูง หุ้นเก็งกำไรจึงเหมาะกับคนที่มีเวลาเฝ้าติดตามหุ้น และมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว และเป็นผู้ที่สามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้นได้ดี มีความกล้าเสี่ยงสูง
แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน จะหุ้นปันผล หรือ จะหุ้นเก็งกำไรดี อาจลองแยกพอร์ตการเล่นหุ้นออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เล่นหุ้นแบบเก็งกำไร ส่วนที่สอง ลงทุนแบบถือระยะยาว เมื่อลงทุนไปสักระยะจะรู้ได้เองค่ะว่าเราเหมาะกับการลงทุนแนวไหน ^_^
ว่าแต่...มีใครลงทุนแนวเดียวกับเม่าบ้างมั้ยเนี้ยะ
หุ้นปันผล เป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนระยะยาว ที่ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอต่อเนื่องเช่นเดียวกับการฝากเงินที่ธนาคารพาณิชย์ โดยผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นปันผล มักสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร(ในช่วงที่ธนาคารดอกเบี้ยต่ำ) และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว รายได้จากเงินปันผลเป็นรายได้ที่เกิดจากการส่วนแบ่งกำไรของธุรกิจ ตราบใดที่ธุรกิจนั้นยังมีสุขภาพที่ดีและสามารถทำกำไรได้ ส่วนแบ่งในรูปเงินปันผลก็จะยังไหลเข้าสู่กระเป๋าของเราต่อไปไม่หยุด อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นปันผลต้องอาศัยระยะเวลา ไม่ใช่หนทางในการรวยเร็ว รวยง่าย รวยไว จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคง มีรายได้สม่ำเสมอ และเติบโตไปพร้อมกับบริษัท
ส่วนหุ้นเก็งกำไร เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สูง เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น ๆ แต่ก็ มีโอกาสขาดทุนสูง หุ้นเก็งกำไรจึงเหมาะกับคนที่มีเวลาเฝ้าติดตามหุ้น และมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว และเป็นผู้ที่สามารถคาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้นได้ดี มีความกล้าเสี่ยงสูง
แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน จะหุ้นปันผล หรือ จะหุ้นเก็งกำไรดี อาจลองแยกพอร์ตการเล่นหุ้นออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก เล่นหุ้นแบบเก็งกำไร ส่วนที่สอง ลงทุนแบบถือระยะยาว เมื่อลงทุนไปสักระยะจะรู้ได้เองค่ะว่าเราเหมาะกับการลงทุนแนวไหน ^_^
ว่าแต่...มีใครลงทุนแนวเดียวกับเม่าบ้างมั้ยเนี้ยะ

ป้ายกำกับ:
เรียนรู้ลงทุนกับ ก.ล.ต,
ห่านทองคำ,
หุ้นเก็งกำไร,
หุ้นปันผล,
SEC,
technical analysis,
value investor
วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554
เด็กวีไอ VS เด็กเทคนิค
ตอนนี้มีทีเซอร์ แอบยิงใน facebook เมื่อสองวันก่อน :P
อธิบายศัพท์เพิ่มเติมก่อนอ่าน สำหรับเม่าตัวอ่อนนะจ๊ะ
เด็กวีไอ ในที่นี้หมายถึงนักลงทุนแนว Value investment เป็นการลงทุนแนวเน้นคุณค่า อาศัยเลือกหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าตลาด และมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคตได้ การลงทุนแนวนี้ต้องศึกษาตัวกิจการอย่างถ่องแท้ งบกำไรขาดทุน งบดุล ค่า P/BV P/E ธรรมาภิบาลผู้บริหาร ฯลฯ
เด็กเทคนิค ในที่นี้หมายถึง นักลงทุนแนว Technical Analysis ลงทุนโดยอาศัยหลักสถิติของจิตวิทยาการลงทุน ดูจากการพลอตตัวของกราฟในรูปแบบต่างๆ ประกอบกับสัญญาณจาก indicator ต่างๆที่ได้รับการทดลองและยอมรับกันในกลุ่มนักลงทุน เช่น MACD,RSI,EMA ฯลฯ โดยในการ์ตูนตอนนี้จะกล่าวถึง MACD (แมคดี) ซึ่งเป็นอินดี้(indicator)ตัวหนึ่งที่ค่อนข้าง popular เด็กเทคนิคชอบใช้กัน
ปกตินักลงทุนแต่ละท่านจะมีสไตล์การลงทุนของตัวเอง แต่เราก็มักพบเห็นตามเวปบอร์ดต่างๆที่มักจะเกิดดราม่า(ทะเลาะกัน) ในเรื่องสไตล์การลงทุนอยู่บ่อยๆ แต่จริงๆแล้ว ลงทุนสไตล์ไหนก็ได้ที่ทำให้เราได้กำไรนั่นก็โอเคแล้ว ถือเป็นสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับเรา (ครูหยง @ MonkeyTrade S2M บอกมา)
เด็กวีไอ ในที่นี้หมายถึงนักลงทุนแนว Value investment เป็นการลงทุนแนวเน้นคุณค่า อาศัยเลือกหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าตลาด และมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคตได้ การลงทุนแนวนี้ต้องศึกษาตัวกิจการอย่างถ่องแท้ งบกำไรขาดทุน งบดุล ค่า P/BV P/E ธรรมาภิบาลผู้บริหาร ฯลฯ
เด็กเทคนิค ในที่นี้หมายถึง นักลงทุนแนว Technical Analysis ลงทุนโดยอาศัยหลักสถิติของจิตวิทยาการลงทุน ดูจากการพลอตตัวของกราฟในรูปแบบต่างๆ ประกอบกับสัญญาณจาก indicator ต่างๆที่ได้รับการทดลองและยอมรับกันในกลุ่มนักลงทุน เช่น MACD,RSI,EMA ฯลฯ โดยในการ์ตูนตอนนี้จะกล่าวถึง MACD (แมคดี) ซึ่งเป็นอินดี้(indicator)ตัวหนึ่งที่ค่อนข้าง popular เด็กเทคนิคชอบใช้กัน
ปกตินักลงทุนแต่ละท่านจะมีสไตล์การลงทุนของตัวเอง แต่เราก็มักพบเห็นตามเวปบอร์ดต่างๆที่มักจะเกิดดราม่า(ทะเลาะกัน) ในเรื่องสไตล์การลงทุนอยู่บ่อยๆ แต่จริงๆแล้ว ลงทุนสไตล์ไหนก็ได้ที่ทำให้เราได้กำไรนั่นก็โอเคแล้ว ถือเป็นสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับเรา (ครูหยง @ MonkeyTrade S2M บอกมา)
ป้ายกำกับ:
การ์ตูนหุ้น,
EMA,
macd,
RSI,
technical analysis,
vi
วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เมื่อเม่าอยากโต้คลื่น
อย่างที่เคยคุยให้ฟังเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าช่วงนี้มีโอกาสได้ไปสัมมนาหุ้นกับทาง S2M มาค่ะ
คอร์ส technical T01-T04 เรียนเสาร์-อาทิตย์ 2 สัปดาห์ รวม 4 วัน (อึดมะ ทำงานประจำ 5 วัน ระหว่างทำงานนั่งแอบดูหุ้น เรียนอีก 2 วัน แถมกลับมาวาดเม่าเพื่อระบายความชอกช้ำอีก)
ขอรีวิวคอร์สหน่อยนะคะ เผื่อมีคนสนใจจะไปเรียน
คอร์สนี้เหมาะกับใคร ? คนที่ไม่มีพื้นฐานเลย ย้้ำว่าเลยยยก็เรียนได้ แต่!!!ควรอ่านหนังสือเทคนิคัลเบื้องต้นไปก่อน คือควรเคยได้ยินศัพท์พวกนี้ผ่านหูมาบ้างจำพวก Moving average,RSI,Bullish,Bearlish,Oscillatorฯลฯอารมณ์แบบควรจะรู้ศัพท์เทคนิคไปบ้างแต่ไม่ต้องเข้าใจหมดก็ได้ เพราะว่าคนที่ไปเรียนกะคุณ ประมาณ 50 คน ก็ไม่ได้เม่าทุกคน และคนสอนก็อาจจะคิดว่าเรื่องพวกนี้มันเบสิคๆ ใครๆก็รู้(แต่เม่าไม่รู้ T^T) ก็เลยพูดขึ้นมาเลยแบบไม่มีอารัมภบท สังเกตว่าเพื่อนบางคนดูจะเข้าใจ ใช้เป็นอยู่แล้ว แถมพอร์ตใหญ่ด้วย(หรือว่าตรูพอร์ตเล็กเอง) อารมณ์เหมือนคร่ำหวอดในวงการมานาน เล่นมาเป็น 10 ปี แต่ก็มาเทคคอร์สเดียวกัน
การสอนก็สอนหมดตั้งแต่ว่า แท่งเทียนแบบนี้หมายถึงอะไร แท่งโปร่งแท่งทึบต่างกันยังไง
การดูเทรนว่าเทรนขึ้นหรือเทรนลงดูยังไง
การวิเคราะห์อนาคตของหุ้นแบบ Fibonacci จนกระทั่งการนับคลื่นแบบ Elliot wave
สอนผ่านโปรแกรม Metastock และมี Metastock Professional มาให้ลองใช้ฟรี 1 เดือนด้วย (ตัวเต็มปีละเป็นหมื่นนะพวกเธอว์ กำไรทั้งพอร์ตอิฉันยังไม่ถึงเลย ฮา (แต่ขาดทุนอาจจะถึง))
ควรไปเรียนหรือเปล่า ? คือถ้าคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการอ่านหนังสือได้นานๆ (ภาษาชาวบ้านคือไม่มีปัญญาอ่านเอง) ก็ควรไปเรียนค่ะ (อย่างอิฉันพยายามอ่านมาสักพักแล้ว ล้มเหลวเนื่องจากเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสืออะค่ะ ไปเรียนเสียเวลา 4 วันเต็ม ถ้าอ่านเองอาจใช้เวลาเป็นปี เหอๆ) ค่าเรียนที่ S2M ถือว่าถูกมากแล้วเมื่อเทียบกับคอร์ส Technical ที่อื่นที่เปิดสอน บอกตามตรงว่ายังเป็นเม่ามือใหม่เพิ่งเริ่มเทรดไม่เคยเรียนคอร์ส Technical แบบนี้จากที่อื่นนะคะ เพิ่งเรียนที่นี่เป็นที่แรก แต่จริงๆเรียนที่ไหนก็คงสอนไม่ต่างกันมาก เพราะว่าหลักการมันก็คือหลักการเดียวกันเอามาจากตำราเดียวกันอ่ะค่ะ ขึ้นกับการฝึกฝน ศึกษาเพิ่มเติม และนำไปใช้อย่างมีวินัยแค่ไหนมากกว่า
เรียนต่างจากอ่านเองยังไง ? ในส่วนของความรู้การไปเรียนในคอร์สมีข้อเสียคืออาจมีบางส่วนตามไม่ทัน เก็บไม่หมด อารมณ์แบบเพื่อนเข้าใจหมดแล้ว ตรูดักดานคนเดียว แต่จะมีข้อดีตรงที่ได้ฟังประสบการณ์ตรงจากวิทยากร วิเคราะห์ตลาดหุ้นในปัจจุบัน ซึ่งอาจหาอ่านไม่ได้ในหนังสือ และอาจได้สังสรรค์สมาคมกับเพื่อนนักเทรด อ่านเองมีข้อดีคือ อยากอ่านก็อ่าน ไม่อยากอ่านก็นอน (จริงๆมันเป็นข้อเสียหรือเปล่า) และเราสามารถอ่านในเรื่องที่เราสนใจโดยเฉพาะได้ ข้อเสียคือ ไม่ได้อ่าน!!
จากเม่าถึงเพื่อนเม่า หลังจากเรียนจบก็อยากแนะนำให้เพื่อนเม่าทุกท่านศึกษาทางด้านเทคนิคเพิ่มแหละ ไม่ว่าจะมีแนวทางลงทุนแนวไหนก็ตาม ใครสามารถเรียนเองก็ยิ่งดี(ใน youtube มี video สอนอยู่เยอะเหมือนกัน) หรือว่าไปเรียนที่สถาบันใดก็แล้วแต่ที่เปิดสอน เพราะการศึกษาจิตวิทยาของตลาดทำให้เราสามารถซื้อหุ้นได้ถูกราคาในเวลาที่เหมาะสม การซื้อแบบ "คิดว่ามันน่าจะขึ้นนะ" เป็นอะไรที่อันตรายมาก (อาจดอยทุกตัวเหมือนสภาพพอร์ดอิฉันในปัจจุบัน) อีกอย่างคือเราใช้เงินจริงของเรา เทรดแข่งกับคนที่ศึกษามาอย่างเชี่ยวชาญ แล้วเราเป็นเม่าเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาในตลาดแบบงงๆ ซื้อโดยใช้ความรู้สึกล้วนๆ ไหวเหรอ ... ?? (แง้ ที่ผ่านมาเค้าผิดไปแล้ว อยาก reset พอร์ตได้มั้ย)
คอร์ส technical T01-T04 เรียนเสาร์-อาทิตย์ 2 สัปดาห์ รวม 4 วัน (อึดมะ ทำงานประจำ 5 วัน ระหว่างทำงานนั่งแอบดูหุ้น เรียนอีก 2 วัน แถมกลับมาวาดเม่าเพื่อระบายความชอกช้ำอีก)
ขอรีวิวคอร์สหน่อยนะคะ เผื่อมีคนสนใจจะไปเรียน
คอร์สนี้เหมาะกับใคร ? คนที่ไม่มีพื้นฐานเลย ย้้ำว่าเลยยยก็เรียนได้ แต่!!!ควรอ่านหนังสือเทคนิคัลเบื้องต้นไปก่อน คือควรเคยได้ยินศัพท์พวกนี้ผ่านหูมาบ้างจำพวก Moving average,RSI,Bullish,Bearlish,Oscillatorฯลฯอารมณ์แบบควรจะรู้ศัพท์เทคนิคไปบ้างแต่ไม่ต้องเข้าใจหมดก็ได้ เพราะว่าคนที่ไปเรียนกะคุณ ประมาณ 50 คน ก็ไม่ได้เม่าทุกคน และคนสอนก็อาจจะคิดว่าเรื่องพวกนี้มันเบสิคๆ ใครๆก็รู้(แต่เม่าไม่รู้ T^T) ก็เลยพูดขึ้นมาเลยแบบไม่มีอารัมภบท สังเกตว่าเพื่อนบางคนดูจะเข้าใจ ใช้เป็นอยู่แล้ว แถมพอร์ตใหญ่ด้วย(หรือว่าตรูพอร์ตเล็กเอง) อารมณ์เหมือนคร่ำหวอดในวงการมานาน เล่นมาเป็น 10 ปี แต่ก็มาเทคคอร์สเดียวกัน
การสอนก็สอนหมดตั้งแต่ว่า แท่งเทียนแบบนี้หมายถึงอะไร แท่งโปร่งแท่งทึบต่างกันยังไง
การดูเทรนว่าเทรนขึ้นหรือเทรนลงดูยังไง
การวิเคราะห์อนาคตของหุ้นแบบ Fibonacci จนกระทั่งการนับคลื่นแบบ Elliot wave
สอนผ่านโปรแกรม Metastock และมี Metastock Professional มาให้ลองใช้ฟรี 1 เดือนด้วย (ตัวเต็มปีละเป็นหมื่นนะพวกเธอว์ กำไรทั้งพอร์ตอิฉันยังไม่ถึงเลย ฮา (แต่ขาดทุนอาจจะถึง))
ควรไปเรียนหรือเปล่า ? คือถ้าคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการอ่านหนังสือได้นานๆ (ภาษาชาวบ้านคือไม่มีปัญญาอ่านเอง) ก็ควรไปเรียนค่ะ (อย่างอิฉันพยายามอ่านมาสักพักแล้ว ล้มเหลวเนื่องจากเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสืออะค่ะ ไปเรียนเสียเวลา 4 วันเต็ม ถ้าอ่านเองอาจใช้เวลาเป็นปี เหอๆ) ค่าเรียนที่ S2M ถือว่าถูกมากแล้วเมื่อเทียบกับคอร์ส Technical ที่อื่นที่เปิดสอน บอกตามตรงว่ายังเป็นเม่ามือใหม่เพิ่งเริ่มเทรดไม่เคยเรียนคอร์ส Technical แบบนี้จากที่อื่นนะคะ เพิ่งเรียนที่นี่เป็นที่แรก แต่จริงๆเรียนที่ไหนก็คงสอนไม่ต่างกันมาก เพราะว่าหลักการมันก็คือหลักการเดียวกันเอามาจากตำราเดียวกันอ่ะค่ะ ขึ้นกับการฝึกฝน ศึกษาเพิ่มเติม และนำไปใช้อย่างมีวินัยแค่ไหนมากกว่า
เรียนต่างจากอ่านเองยังไง ? ในส่วนของความรู้การไปเรียนในคอร์สมีข้อเสียคืออาจมีบางส่วนตามไม่ทัน เก็บไม่หมด อารมณ์แบบเพื่อนเข้าใจหมดแล้ว ตรูดักดานคนเดียว แต่จะมีข้อดีตรงที่ได้ฟังประสบการณ์ตรงจากวิทยากร วิเคราะห์ตลาดหุ้นในปัจจุบัน ซึ่งอาจหาอ่านไม่ได้ในหนังสือ และอาจได้สังสรรค์สมาคมกับเพื่อนนักเทรด อ่านเองมีข้อดีคือ อยากอ่านก็อ่าน ไม่อยากอ่านก็นอน (จริงๆมันเป็นข้อเสียหรือเปล่า) และเราสามารถอ่านในเรื่องที่เราสนใจโดยเฉพาะได้ ข้อเสียคือ ไม่ได้อ่าน!!
จากเม่าถึงเพื่อนเม่า หลังจากเรียนจบก็อยากแนะนำให้เพื่อนเม่าทุกท่านศึกษาทางด้านเทคนิคเพิ่มแหละ ไม่ว่าจะมีแนวทางลงทุนแนวไหนก็ตาม ใครสามารถเรียนเองก็ยิ่งดี(ใน youtube มี video สอนอยู่เยอะเหมือนกัน) หรือว่าไปเรียนที่สถาบันใดก็แล้วแต่ที่เปิดสอน เพราะการศึกษาจิตวิทยาของตลาดทำให้เราสามารถซื้อหุ้นได้ถูกราคาในเวลาที่เหมาะสม การซื้อแบบ "คิดว่ามันน่าจะขึ้นนะ" เป็นอะไรที่อันตรายมาก (อาจดอยทุกตัวเหมือนสภาพพอร์ดอิฉันในปัจจุบัน) อีกอย่างคือเราใช้เงินจริงของเรา เทรดแข่งกับคนที่ศึกษามาอย่างเชี่ยวชาญ แล้วเราเป็นเม่าเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาในตลาดแบบงงๆ ซื้อโดยใช้ความรู้สึกล้วนๆ ไหวเหรอ ... ?? (แง้ ที่ผ่านมาเค้าผิดไปแล้ว อยาก reset พอร์ตได้มั้ย)
ป้ายกำกับ:
Elliot wave,
EMA,
Moving average,
RSI,
S2M,
technical analysis
วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554
แนวรับ
สัปดาห์ที่ผ่านมา เล่นเอาเม่ามือใหม่มึนไปตามๆกันเลยป่าวคะ @_@
จู่ๆตลาดก็วูบลงอย่างไม่มีสาเหตุหลักว่าทำไมฝรั่งถึงถอนเงินออก !!! แต่ที่แน่ๆ ใครที่หลงช้อนซื้อไว้ตอนที่ตลาดร่วงยังไม่สุดอาจจะยังต้องถือต่อไป เพราะปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ยังผ่านแนวต้านกลับขึ้นไปยืนที่พันจุดเหมือนเดิมไม่ได้
ช่วงนี้ได้ยินคำว่า แนวรับ แนวต้าน บ่อยมาก
แน่นอนว่าเป็นแค่เม่าขี้เกียจๆ ไม่ชอบอ่านหนังสือ เลยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงว่ามันคืออะไรหรอก
ถามมาร์เก็ตติ้ง เค้าบอกว่า "อธิบายง่ายๆ แนวรับคือแนวที่หุ้นจะไม่ลงต่ำกว่านั้น ส่วนแนวต้านคือแนวที่หุ้นจะไม่สูงกว่านั้น...."
ก็ไม่ได้คิดถามเพิ่มเติมถึงอธิบายยากๆ จนวันนี้มันกลายเป็นการ์ตูนตอนนี้ หึหึ
อธิบายยากๆตามด้านล่าง (จากที่ไปค้นหามา หลังจากชีวิตล้มเหลว)
แนวรับ (support) และ แนวต้าน (resistance) เป็นแนวทางจิตวิทยาสำหรับนักเล่นแนวเทคนิค
แนวรับ เมื่อราคาหุ้นตกลงมาประมาณหนึ่ง ต่ำพอที่นักลงทุนที่สนใจในหุ้นตัวนี้เข้าไปช้อนซื้อ หุ้นก็จะไม่ราคาต่ำกว่านี้แล้ว เพราะมีคนที่พอใจอยากซื้อที่ราคาตรงนี้อยู่ --> อิฉันว่าแนวรับนี่ควรเปลี่ยนชื่อนะคะ สร้างความสับสนให้เม่ามือใหม่เป็นอย่างมาก
แนวต้าน เป็นแนวที่ผู้มีหุ้นอยู่เริ่มขายทำกำไรออกมา พอมีคนขายราคาตรงนี้ออกมามาก หุ้นก็จะไม่ขึ้นไปสูงกว่านี้
ประเด็นอยู่ที่ เมื่อรู้แนวรับแนวต้านนี่แล้ว(ประกาศทุกวันโดยใครไม่ทราบ) เราควรจะซื้อขายเมื่อไหร่??
ตามปกติ (แบบปกติ) เราควรซื้อก่อนหุ้นจะลงถึงแนวรับ และขายก่อนถึงแนวต้าน (เน้นว่าก่อน)
แต่ถ้าไม่ปกติ (แบบสัปดาห์ที่ผ่านมา แนวรับทะลุกระจาย) ถ้าแนวรับ รับไม่อยู่ เราควรรีบขายหุ้นที่มีอยู่ทิ้ง (Stop loss**) ไม่ใช่เห็นว่าถูกแล้วรีบซื้อเพิ่มนะตัวเธอว์!! เพราะว่าหุ้นจะเริ่มเปลี่ยนเทรนด์เป็นขาลง หมายว่ามันยังสามารถลงต่ำได้อีก แบบตอนแรกคิดว่าถูกแล้วแต่ยังถูกได้อีกง่ะ และแนวรับจะได้อัพเกรดตัวเองกลายเป็นแนวต้านต่อไป ณ.จุดนี้นักวิเคราะห์จะรีบอัพเดทแนวรับใหม่ให้ (คำนวณยังไงไม่ทราบ เม่าดูมงกุฎดอกส้มไปอ่านไป ไม่ค่อยเข้าใจ)
**Stop loss คือหยุดความสูญเสีย อาจจะขายแบบได้กำไรหรือไม่ได้กำไรก็ได้ (แต่ถ้าถือต่อไป ลอสของจริงแน่นอน)
ถ้าข้อมูลส่วนไหนผิด ช่วยแก้ให้ด้วยนะคะ ^^''
อ้างอิง
http://stockcharts.com/help/doku.php?id=chart_school:chart_analysis:support_and_resistan
จู่ๆตลาดก็วูบลงอย่างไม่มีสาเหตุหลักว่าทำไมฝรั่งถึงถอนเงินออก !!! แต่ที่แน่ๆ ใครที่หลงช้อนซื้อไว้ตอนที่ตลาดร่วงยังไม่สุดอาจจะยังต้องถือต่อไป เพราะปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ยังผ่านแนวต้านกลับขึ้นไปยืนที่พันจุดเหมือนเดิมไม่ได้
ช่วงนี้ได้ยินคำว่า แนวรับ แนวต้าน บ่อยมาก
แน่นอนว่าเป็นแค่เม่าขี้เกียจๆ ไม่ชอบอ่านหนังสือ เลยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงว่ามันคืออะไรหรอก
ถามมาร์เก็ตติ้ง เค้าบอกว่า "อธิบายง่ายๆ แนวรับคือแนวที่หุ้นจะไม่ลงต่ำกว่านั้น ส่วนแนวต้านคือแนวที่หุ้นจะไม่สูงกว่านั้น...."
ก็ไม่ได้คิดถามเพิ่มเติมถึงอธิบายยากๆ จนวันนี้มันกลายเป็นการ์ตูนตอนนี้ หึหึ
อธิบายยากๆตามด้านล่าง (จากที่ไปค้นหามา หลังจากชีวิตล้มเหลว)
แนวรับ (support) และ แนวต้าน (resistance) เป็นแนวทางจิตวิทยาสำหรับนักเล่นแนวเทคนิค
แนวรับ เมื่อราคาหุ้นตกลงมาประมาณหนึ่ง ต่ำพอที่นักลงทุนที่สนใจในหุ้นตัวนี้เข้าไปช้อนซื้อ หุ้นก็จะไม่ราคาต่ำกว่านี้แล้ว เพราะมีคนที่พอใจอยากซื้อที่ราคาตรงนี้อยู่ --> อิฉันว่าแนวรับนี่ควรเปลี่ยนชื่อนะคะ สร้างความสับสนให้เม่ามือใหม่เป็นอย่างมาก
แนวต้าน เป็นแนวที่ผู้มีหุ้นอยู่เริ่มขายทำกำไรออกมา พอมีคนขายราคาตรงนี้ออกมามาก หุ้นก็จะไม่ขึ้นไปสูงกว่านี้
ประเด็นอยู่ที่ เมื่อรู้แนวรับแนวต้านนี่แล้ว(ประกาศทุกวันโดยใครไม่ทราบ) เราควรจะซื้อขายเมื่อไหร่??
ตามปกติ (แบบปกติ) เราควรซื้อก่อนหุ้นจะลงถึงแนวรับ และขายก่อนถึงแนวต้าน (เน้นว่าก่อน)
แต่ถ้าไม่ปกติ (แบบสัปดาห์ที่ผ่านมา แนวรับทะลุกระจาย) ถ้าแนวรับ รับไม่อยู่ เราควรรีบขายหุ้นที่มีอยู่ทิ้ง (Stop loss**) ไม่ใช่เห็นว่าถูกแล้วรีบซื้อเพิ่มนะตัวเธอว์!! เพราะว่าหุ้นจะเริ่มเปลี่ยนเทรนด์เป็นขาลง หมายว่ามันยังสามารถลงต่ำได้อีก แบบตอนแรกคิดว่าถูกแล้วแต่ยังถูกได้อีกง่ะ และแนวรับจะได้อัพเกรดตัวเองกลายเป็นแนวต้านต่อไป ณ.จุดนี้นักวิเคราะห์จะรีบอัพเดทแนวรับใหม่ให้ (คำนวณยังไงไม่ทราบ เม่าดูมงกุฎดอกส้มไปอ่านไป ไม่ค่อยเข้าใจ)
**Stop loss คือหยุดความสูญเสีย อาจจะขายแบบได้กำไรหรือไม่ได้กำไรก็ได้ (แต่ถ้าถือต่อไป ลอสของจริงแน่นอน)
ถ้าข้อมูลส่วนไหนผิด ช่วยแก้ให้ด้วยนะคะ ^^''
อ้างอิง
http://stockcharts.com/help/doku.php?id=chart_school:chart_analysis:support_and_resistan
ป้ายกำกับ:
การ์ตูนหุ้น,
แนวต้าน,
แนวรับ,
ลงทุน,
เล่นหุ้น,
investor,
resistance,
set index,
support,
technical analysis
วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











