หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Krungthai AXA แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Krungthai AXA แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

10 เหตุผลที่ควรทำประกันอุบัติเหตุ

ปีใหม่แล้ว นอกจากตั้งเป้าหมายเก็บเงินเดือนละเท่านั้นเท่านี้ อย่าลืมป้องกันความเสี่ยงด้วยนะจ๊ะ เพราะตัวเราเองคือสินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด ถ้ายังไม่มีประกันอุบัติเหตุก็ลองศึกษาข้อมูลดูนะ แนะนำว่าควรมีไว้สัก 1 ฉบับเพราะเป็นประกันที่ราคาไม่แพง ทำไว้แล้วอุ่นใจเหมือนเป็นเครื่องรางของขลัง
มีประกันทีไรมักจะแคล้วคลาดตลอดๆ อิอิ ^^

(เนื้อหานี้สนับสนุนโดย Krungthai AXA)













สนใจข้อมูลประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติม http://bit.ly/29J5taE

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ส่งลูกเรียนเอกชน ต้องออมเดือนละเท่าไหร่?


จากโพสต์เดิมที่เคยเขียนไว้ว่า มีลูกหนึ่งคนต้องใช้เงินเท่าไหร่ วันนี้พี่เม่าจะขอต่อยอดโพสต์เดิม ว่าการจะส่งลูกให้ถึงฝั่งฝันตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรีนั้น พ่อแม่จะต้องออมเงินเดือนละเท่าไหร่ ขอตั้งสมมุติฐานว่าจะส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชนละกันนะ เพราะเป็นออฟชันกลางๆ ที่ผู้อ่านส่วนมากเลือก 


โดยให้ค่าเทอมอนุบาลอยู่ที่ 70,000 บาทต่อปี, ประถม-มัธยม 80,000 บาทต่อปี, ปริญญาตรีอยู่ที่ 1 แสนบาทต่อปี และให้อัตราค่าเทอมเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี (ถัวๆ กันไป บางปีขึ้นเยอะ บางปีก็ไม่ขึ้น)

การเก็บเงินเพื่อส่งลูกเรียนมี 2 แบบ คือแบบคนธรรมดาส่งลูกเรียน กับ นักลงทุนส่งลูกเรียน

1.แบบคนธรรมดาส่งลูกเรียน
ทยอยเก็บไป จ่ายไปแบบชิลๆ เป็นเงินที่ต้องใช้ในระยะเวลาอันใกล้ จึงไม่ควรนำไปลงทุนอะไรเสี่ยงมากนอกจากฝากธนาคารกินดอกเบี้ยน่ารักๆ 0.25-0.5% ซึ่งแทบไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรในชีวิต ตามตารางนี้คิดโดยการเอาค่าเล่าเรียนทั้งปีหารจำนวนเดือน ไม่ได้นำดอกเบี้ยจุ๋มจิ๋มเข้ามาร่วมคิดด้วย 

ข้อดีของการเก็บไปจ่ายไป คือ ตอนลูกยังเล็ก เราอาจจะยังมีรายได้น้อย และเพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัว มีภาระต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ ก็ค่อยๆ ออมไปจ่ายไป เพราะตอนลูกยังเล็กก็ค่าเล่าเรียนยังไม่แพง เราก็ยังไม่หนักมาก พอลูกโตขึ้นค่าเล่าเรียนมากขึ้น เราก็เริ่มก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หาเงินได้มากขึ้น สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนลูกที่แพงขึ้นตามวัยได้

แต่ออมไปจ่ายไปแบบนี้ ต้องใช้เงินของเราจ่ายล้วนๆ ดอกเบี้ยแทบไม่ช่วยอะไรเราเลย

2. แบบนักลงทุนส่งลูกเรียน 
แบบนี้เป็นแบบเหนื่อยวันนี้ สบายในวันข้างหน้า เป็นแนวคิดแบบนักลงทุ๊น นักลงทุน คือพอลูกคลอดปุ๊ป เก็บเงินปั๊ป และไม่ใช่เก็บแบบฝากธนาคารอย่างเดียว เราต้องแบ่งเงินเป็น 3 กองตามหลักการลงทุนที่ดี คือ เงินออมระยะสั้น-กลาง-ยาว 

  • เงินออมระยะสั้น คือค่าเล่าเรียนระดับอนุบาล ที่จะต้องจ่ายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เงินออมในส่วนนี้ ควรนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้บริษัทเอกชนที่เกรดดีๆ จะแบ่งซื้อสลากออมสิน สลาก ธกส. ไว้บ้างก็ได้ เผื่อลุ้นโชค 
  • เงินออมระยะกลาง คือค่าเล่าเรียนระดับประถม ที่ต้องจ่ายในอีก 6-11 ปีข้างหน้า ควรนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% อาจนำไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว หรือกองทุนรวมหุ้น สำหรับกองทุนรวมหุ้น แนะนำให้ลงใน LTF ให้เต็มสิทธิก่อนเพราะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกลับมาอีกด้วย มีแต้มต่อกองทุนรวมหุ้นอื่นๆ
  • เงินออมระยะยาว คือค่าเล่าเรียนระดับมัธยม กว่าจะจ่ายก็อีกเป็นสิบปีนู่น เงินส่วนนี้จึงสามารถรับความเสี่ยงได้สูง ควรนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี เช่นลงทุนในหุ้น เพราะสามารถใช้ระยะเวลาในการลดความเสี่ยงได้ หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่ารอรอบได้ (อัตราผลตอบแทนตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ยตั้งแต่ปี 2518 - ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี)


โดยเงินออมแต่ละเดือนให้แบ่งเป็น 3 กองไปเลย


การออมเงินแบบนี้ ช่วงแรกๆ จะหนักมาก ต้องออมเดือนละเกือบ 15,000 บาท ตั้งแต่ลูกยังแบเบาะ แต่พอหลายปีผ่านไป พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะช่วยเราจ่ายค่าเทอมด้วย พอลูกขึ้นมัธยมเราก็เริ่มเบาแล้ว จ่ายแค่หลักพันต่อเดือนเอง ถ้าเรามีลูกตอนอายุ 30 ปี พอลูกขึ้นมัธยมเราก็อายุ 40 กว่าๆ แล้ว ซึ่งเป็นวัยที่ต้องโฟกัสเรื่องเงินเก็บหลังเกษียณแล้ว เราก็สามารถเตรียมเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องพะวงเรื่องการเรียนของลูกอีก

วิธีนี้ถ้าคำนวณแล้ว เราจะจ่ายเงินค่าเทอมเพียง 1.2 ล้านบาท และดอกเบี้ยช่วยจ่ายค่าเทอมอีกเกือบ 9 แสนบาท ทำให้หายใจทั่วท้องขึ้นเนอะ แต่ก็ต้องศึกษาเรื่องการลงทุนให้จงหนักนะ ไม่งั้นถ้าขาดทุนอาจจะต้องจ่ายแพงกว่าแบบแรกก็ได้นะ ><’

ทั้งหมดข้างต้นนั้น คิดแค่ค่าเล่าเรียนจากอนุบาลถึงปริญญาตรีเท่านั้น ยังไม่ได้รวมการศึกษาระดับปริญญาโท (ขนาดสมัยนี้ ปี พ.ศ. 2559 จบแค่ปริญญาตรียังไม่ค่อยจะพอแล้ว) และไม่รวมค่ารักษากรณีเจ็บป่วยหรือกรณีเกิดอุบัติเหตุกับลูก และที่สำคัญคือแผนการออมเงินนี้ยังมีจุดอ่อนตรงที่ ยังไม่รวมอนาคตที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นกับผู้ปกครองด้วย เพราะเกิดเป็นพ่อเป็นแม่คนห้ามเจ็บห้ามตายนะจ้ะ ^^’ แต่เพื่อความไม่ประมาท ถึงเราเป็นอะไรไปลูกก็ยังควรได้เรียนต่อ แนะนำให้ทำประกันไว้ก็ดีนะ จะเป็นประกันชีวิตของเราไปเลยก็ได้ หากเกิดอะไรขึ้น จะได้เงินก้อนกลับมา แต่ถ้าลูกยังเล็กอยู่อาจยังบริหารเงินไม่เป็น เงินอาจไม่ตกถึงลูกโดยตรงก็ได้

สมัยนี้มีประกันเพื่อทุนการศึกษาโดยเฉพาะ เช่น iGrow ประกันเพื่อทุนการศึกษาจาก Krungthai Axa ส่ง 7 ปี เงินทยอยคืนปีที่ 18-24 (สิ้นปีที่ 24 ได้คืนเยอะ ใช้เป็นทุนต่อโทได้)  และหากผู้ปกครอง เสียชีวิต, พิการ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงระหว่างจ่ายเบี้ย กรมธรรม์ก็ยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรง 18 โรคในเด็กเล็กที่นิยมเป็นกัน และประกันอุบัติเหตุสำหรับเด็กด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม http://bit.ly/2eksu7K 

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะส่งเรียนที่โรงเรียนถูกหรือแพงแค่ไหน การเลี้ยงลูกด้วยความรักและความเข้าใจก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และพี่เม่าเชื่อว่าการให้ลูกรู้ถึงฐานะทางการเงินที่แท้จริงของครอบครัว ทำให้ง่ายต่อการวางแผนการศึกษาในอนาคตมากขึ้น :)

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

[แบบทดสอบ] คุณเหมาะกับการลดหย่อนภาษีแบบไหน ?


ถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการลดหย่อนภาษีแล้ว หลายคนยังไม่รู้ว่าจะลดหย่อนภาษีแบบไหนดี วันนี้พี่เม่ามีเกมสนุกๆ มาให้เล่นกัน มาลองดูว่าพิจารณาตามเงื่อนไขต่างๆ แล้ว สไตล์ของเรา “เหมาะ” กับการลดหย่อนภาษีแบบไหน ? ไปเล่นกันเล้ยยย


ได้ผลลัพท์มาแล้ว มาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมตรงนี้นะจ๊ะ

ประกันชีวิต เหมาะกับ… 
  • ผู้ที่มีภาระ มีคนข้างหลังที่ต้องดูแล เช่น พ่อแม่วัยชรา หรือ ลูกน้อยที่ยังเรียนหนังสืออยู่ 
  • ผู้ที่มีรายได้สม่ำเสมอ สามารถส่งเบี้ยติดต่อกันหลายปีได้ เพราะประกันชีวิตส่วนมาก มักต้องส่งเบี้ยติดต่อกัน 5-10 ปี ถ้าส่งไม่ครบ เราอาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่เราตั้งใจไว้
  • ผู้ที่ต้องการจ่ายเบี้ยน้อย แต่ได้ความคุ้มครองเยอะ
  • ผู้ที่ต้องการการคุ้มครองระยะยาว

ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มประกันชีวิต คือ ประกันชีวิต iProtect 5 ของกรุงไทย-แอกซ่า จ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครองชีวิตจนถึงอายุ 85 ปี จุดเด่นของประกันชีวิตแบบนี้คือ สมมติทำทุนประกันที่ 1 ล้านบาท จ่ายเบี้ยสั้นๆ แค่ 5 ปี แต่ถ้าเราเป็นอะไรตอนนี้ คนข้างหลังเราจะได้รับ 1 ล้านบาททันที หรือถ้าเรามีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 85 ปี ก็จะได้เงินคืนกลับมาไว้ใช้ยามบั้นปลายหรือเป็นมรดกให้ลูกหลาน 1 ล้านบาท

ประกันออมทรัพย์ เหมาะกับ… 
  • ผู้ที่มีรายได้สม่ำเสมอ สามารถส่งเบี้ยติดต่อกันหลายปีได้ เพราะประกันออมทรัพย์ส่วนมาก มักต้องส่งเบี้ยติดต่อกันหลายปี เราต้องมั่นใจว่าเราสามารถจ่ายได้ตามกำหนด เพราะถ้าเวนคืนก่อนจะขาดทุนอย่างแรง
  • ผู้ที่ต้องการเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า (ประกันออมทรัพย์ที่ลดหย่อนภาษีได้ มักคืนเงินก้อนปีที่ 10)
  • ผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยง ไม่อยากเสียเงินต้น

ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มประกันออมทรัพย์คือ ประกันชีวิต iPlus ของกรุงไทย-แอกซ่า จ่ายเบี้ย 6 ปี คุ้มครองชีวิต 10 ปี จุดเด่นของประกันออมทรัพย์ตัวนี้คือ นอกจากเป็นประกันเงินออมแล้ว ยังเพิ่มการคุ้มครองชีวิตเมื่อเจ็บป่วยด้วย 5 โรคร้ายและการสูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุอีกด้วย 

RMF  เหมาะกับ… 
  • ผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป (อายุน้อยกว่านี้ก็ได้นะถ้าพร้อม)
  • ผู้ที่ต้องการเก็บออมไว้ใช้ยามเกษียณ 
  • **ถ้าเริ่มซื้อปีนึงแล้วต้องซื้อไปจนอายุ 55 ปี อนุโลมให้เว้นได้ปีเว้นปี แต่ซื้อทุกปีดีกว่ากันลืม โดยลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า)  คิดง่ายๆ คือถ้าเงินเดือนมากกว่าเดือนละ 13,888 บาท ก็ต้องซื้อขั้นต่ำปีละ 5,000 บาททุกปี

กองทุน RMF มีข้อดีคือ มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง เราสามารถเลือกการลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับได้ สำหรับวัยรุ่นแบบเราๆ ก็ควรลงทุนในกองทุนที่เน้นหุ้นเยอะหน่อย เพราะยังสามารถใช้ระยะเวลาในการลดความเสี่ยงได้ และการลงทุนในหุ้นระยะยาว ให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนประเภทอื่น

ตัวอย่างกองทุน RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้น คือ KTSE-RMF ลงทุนในหุ้นขั้นต่ำ 65% ให้ผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 9.71% ต่อปี และเพิ่งได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี 2559 จากวารสารการเงินการธนาคาร ประเภทกองทุนการเลี้ยงชีพตราสารทุน

LTF  เหมาะกับ… 
  • ผู้ที่ไม่อยากจ่ายเงินต่อเนื่องทุกปี เพราะ LTF ไม่ผูกพัน ไม่ต้องซื้อต่อเนื่องเหมือนประกันหรือ RMF
  • ผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากนโยบายของกองทุน LTF ต้องลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 65% ขึ้นไป ซึ่งอาจมีโอกาสขาดทุนหรือกำไรได้ เมื่อครบกำหนด
  • ผู้ที่ไม่ใช้เงินนี้ไปอีก 7 ปีปฏิทิน (ซื้อปีนี้ พ.ศ. 2559 ขายได้ปี พ.ศ. 2565 )

จะซื้อกองทุน LTF ปีนี้(พ.ศ.2559) มีข้อควรระวังนิดหน่อย เพราะเป็นปีแรกที่ยืดระยะเวลาการถือจาก 5 ปีปฏิทิน เป็น 7 ปีปฏิทิน ซึ่ง 7 ปีปฏิทิน หมายถึงว่าซื้อแล้วต้องถือไว้ประมาณ 5 ปีกว่าๆ สำหรับผู้เสียภาษีฐาน 5% หรือ 10% (หรือมีรายได้เฉลี่ยน้อยกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน) ภาษีที่ลดหย่อนได้ เมื่อเทียบกับความเสี่ยง อาจจะยังไม่คุ้มก็ได้นะ

แต่สำหรับคนที่คิดจะลงทุนในหุ้นระยะยาวอยู่แล้ว ก็คิดซะว่าการได้ลดภาษีไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน ยังไงก็ถือเป็นแต้มต่อในการลงทุนได้ดีกว่าการไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นๆ ที่ไม่ได้รับสิทธินี้

การลงทุนอื่นๆ เหมาะกับ…
  • ผู้ที่ลดหย่อนทุกอย่างไปเต็มสิทธิแล้ว
  • ผู้ที่ยังไม่ต้องเสียภาษี หรือ ผู้ที่ไม่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
  • ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าฝากแบงก์

ตอนนี้มีกองทุนต่างประเทศที่น่าสนใจอยู่ สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ แนะนำให้จับตากองนี้ไว้ กองทุนที่ลงทุนในหุ้นอินเดีย KT-INDIA ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Invesco India Equity Fund – Class A เพียงกองเดียว  ผลตอบแทนย้อนหลังน่าสนใจมาก ประมาณ 26% ต่อปี (อู้หูโอ้โห)  แต่ผลตอบแทนสูงมาพร้อมกับความเสี่ยงสูง หากนักลงทุนสนใจลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนลงทุนนะจ๊ะ

สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง เน้นรักษาเงินต้น แต่ต้องการผลตอบแทนดีกว่าฝากออมทรัพย์ พี่เม่าก็มีกองทุนตราสารหนี้มาแนะนำกัน KT-PLUS ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 2.2% ต่อปี สูงกว่าฝากออมทรัพย์ 3-4 เท่าเลยทีเดียว

และในช่วงนี้หากใครซื้อประกัน กับกรุงไทย-แอกซ่า หรือ LTF/RMF กับ บลจ. กรุงไทย เค้ามีโปรโมชันพิเศษด้วย
ประกัน : รับบัตรเงินสดมูลค่าสูงสุด 40,000 บาท และถ้ารูดผ่าน KTC รับคะแนนเพิ่มสูงสุด 1.5 เท่า
LTF/RMF : ลงทุนทุกๆ 50,000 บาท รับเงินคืนเข้ากองทุน KTPLUS 100 บาท
ถ้าซื้อแล้วไม่ได้ของขวัญของรางวัลตามนี้อย่าลืมทวงนะจ๊ะ  




วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำประกันแบบไหน ลดหย่อนภาษีได้


ถึงเวลาของเทศกาลลดหย่อนภาษีปลายปีแล้ว คนวัยทำงานหลายคนอาจกำลังมองหาประกันมาช่วยลดหย่อนภาษี แต่ประกันไม่ได้ลดหย่อนได้ทุกประเภทนะ ก่อนจะทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษีต้องลองสอบถามตัวแทนดีๆ ก่อนว่าประกันตัวนี้ลดหย่อนภาษีได้ไหม และได้เท่าไหร่ 

โดยสรุปมีประกัน 4 ประเภทที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ จะเป็นอะไรบ้างไปดูกันเลย





ประกันที่ทำให้ตัวเอง 
มีประกัน 2 ประเภทที่สามารถลดหย่อนภาษี

1. ประกันชีวิต นำเบี้ยประกันมาลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 1 แสนบาท โดยประกันชีวิตต้องคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และให้ผลประโยชน์ตอบแทนไม่เกิน 20% ของเบี้ยรายปี และพวกอนุสัญญาต่างๆ เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง ฯลฯ อะไรพวกนี้เอามาลดหย่อนไม่ได้นะ ได้แต่ตัวหลักที่คุ้มครองชีวิตเท่านั้น

ซึ่งปัจจุบันประกันชีวิตแบบนี้จะแยกย่อยออกเป็น
  • ประกันออมทรัพย์ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการออมทรัพย์ ประกันนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการออมเงิน เพราะได้เงินก้อนคืนในอีก 10 ปีข้างหน้า บางกรมธรรม์อาจมีเงินคืนระหว่างปีอีกด้วย แต่ประกันประเภทนี้อาจให้ความคุ้มครองชีวิตไม่มากนัก
ตัวอย่าง : แบบประกัน iGen จ่ายเบี้ย 6 ปี คุ้มครอง 10 ปี คืนเงินปีที่ 1-10 จำนวน 2% ของจำนวนเงินเอาประกัน และคืนเงินปีที่ 10 จำนวน 178% ของจำนวนเงินเอาประกัน 

นายมะเม่า ดอยเดิม อายุ 30 ปี ทำประกัน iGen จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท จ่ายค่าเบี้ยประกันปีละ 30,800 บาท เป็นเวลา 6 ปี สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 6 ปี และได้เงินคืนปีที่ 1-10 จำนวน 2% ของเงินเอาประกันภัย คือ 2,000 บาท และได้เงินก้อนคืนปีสุดท้าย 178% ของเงินเอาประกันคือ 178,000 บาท รวมจ่ายไป 184,800 บาท ได้คืนทั้งหมด 198,000 บาท (ไม่รวมผลประโยชน์จากภาษีที่ลดหย่อนได้) แต่หากเสียชีวิตใน 10 ปีนี้จะได้เงิน 1 แสนบาท หรือเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้วทั้งหมด แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า
  • ประกันชีวิตระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตจริงจัง มีคนข้างหลังที่ต้องดูแล เพราะจ่ายเบี้ยน้อยแต่ได้ความคุ้มครองเยอะ แต่จะได้เงินคืนเมื่อแก่ หรือเป็นมรดกให้ลูกหลานไปเลย
ตัวอย่าง : แบบประกัน iProtectS จ่ายเบี้ย 10 ปี คุ้มครองถึงอายุ 85 ปี ได้เงินเมื่อครบกำหนดสัญญา อายุครบ 85ปี หรือเสียชีวิต
นางเม่าศรี ณ ดอยสูง เพศหญิง อายุ 30 ปี ทำประกัน iProtectS จำนวนเงินเอาประกัน 1 ล้านบาท จ่ายค่าเบี้ยประกันปีละ 33,140 บาทเป็นเวลา 10 ปี (ค่าเบี้ยประกันแต่ละคนไม่เท่ากัน คำนวณจากอายุและเพศ) สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 10 ปี และเมื่อนางเม่าศรีอายุครบ 85 ปี จะได้เงินคืน 1 ล้านบาท หรือหากนางเม่าศรี เสียชีวิตก่อนอายุ 85 ปี ลูกของเม่าศรีจะได้เงิน 1 ล้านบาท

จากตัวอย่าง 2 แบบประกันที่ยกไป จ่ายเบี้ยประมาณ 3 หมื่นกว่าบาทต่อปีเท่ากัน แต่ ประกันออมทรัพย์ iGen คุ้มครองชีวิต 1 แสนบาท แต่ได้เงินคืนในอีก 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่ ประกันชีวิตระยะยาว iProtectS คุ้มครองชีวิต 1 ล้านบาท แต่ได้เงินคืนตอนอายุ 85 ปี ซึ่งทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกัน และสามารถลดหย่อนภาษีได้เหมือนกัน จะทำประกันแบบไหนจึงขึ้นกับจุดประสงค์การทำประกันของแต่ละคน

2. ประกันแบบบำนาญ หักลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 2 แสนบาท ประกันต้องให้ความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และจ่ายผลประโยชน์เป็นบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้อายุ 55 ปีขึ้นไป 

และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ + เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ + เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน + เงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ + เงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ประกันที่ทำให้คู่สมรส
3. ประกันชีวิตของคู่สมรส จะลดหย่อนได้คู่สมรสต้องไม่มีรายได้ สามารถนำเบี้ยประกันชีวิต (เหมือนข้อ 1) มาลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 10,000 บาท

ประกันที่ทำให้พ่อแม่
4. ประกันสุขภาพของพ่อแม่ สามารถลดหย่อนพ่อ+แม่+พ่อคู่สมรส+แม่คู่สมรส ได้ตามจริง ทุกคนรวมกันลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท โดยพ่อแม่ที่นำมาลดหย่อนต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และถ้านำพ่อตาแม่ยายมาลดหย่อนด้วย คู่สมรสเราก็ต้องไม่มีรายได้ด้วยนะ


ก่อนจะตกลงใจทำประกันแบบไหน ต้องศึกษาให้เข้าใจว่าตรงกับความต้องการของเราไหม และควรคำนึงถึงค่าเบี้ย ว่าต้องไม่หนักจนเกินกำลัง ในอนาคตหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เราก็ยังสามารถส่งได้ตลอดรอดฝั่ง และสำคัญคือหลังจากได้เล่มกรมธรรม์มาแล้ว อย่าลืมอ่านให้ละเอียดว่าตรงกับที่ตัวแทนขายเราไว้ไหม หากสงสัยตรงไหนต้องรีบสอบถามตัวแทนประกันให้เข้าใจ 

ประกันแต่ละแบบทำมาเพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน มีข้อดีแตกต่างกันไป หากทำได้อย่างเหมาะสมแล้ว นอกจากจะช่วยบริหารความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดได้แล้ว ประกันบางประเภทยังได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีอีกด้วย

หากกำลังมองหาแบบประกันสำหรับลดหย่อนภาษี ลองคลิกไปดูได้ที่ http://bit.ly/2fBIvFH หรือโทร 1159 นะจ๊ะ #KrungthaiAxaTaxFestival

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คน 6 ประเภท ที่ควรทำประกันอุบัติเหตุ

สมัครง่ายผ่าน Line Pay -> http://bit.ly/29J5taE

การทำประกันเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ทุกคนควรให้ความสนใจและใส่ใจ เป็นการคุ้มครองความมั่งคั่ง เพราะถ้าเราสนใจแต่เรื่องสร้างความมั่งคั่ง หาเงิน หรือลงทุนอย่างเดียว ตอนที่เจ็บขึ้นมา อาจจะต้องใช้เงินทั้งหมดที่หามาเลยก็ได้นะ 
ประกันอุบัติเหตุก็เป็นประกันอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ มาดูกันว่าใครควรมีประกันตัวนี้ไว้บ้าง

1. หัวหน้าครอบครัว หรือเสาหลักของบ้าน คนที่มีคนข้างหลังที่ต้องคอยดูแล เช่น ลูก หรือ พ่อแม่ที่แก่เฒ่า หากเราเป็นอะไรไป คนข้างหลังเหล่านี้จะอยู่กันอย่างยากลำบาก การทำประกันอุบัติเหตุไว้ก็เป็นตัวแทนความรักความห่วงใยของเราที่จะช่วยดูแลพวกเขาต่อไปในภายภาคหน้าหากเราไม่อยู่แล้ว

2. คนที่อยู่ในสังคมไร้สติ จากข่าวในแต่ละวันจะเห็นว่า สังคมปัจจุบันนี้อันตรายมาก เดินๆ อยู่มีคนขับรถชน หรือ วางระเบิด ถึงบางครั้งเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ไปสถานที่อโคจร แต่บางครั้งเหตุการณ์เหล่านี้ก็เกิดอยู่ใกล้ตัวเรามาก

3. คนที่มีเงินเก็บจำกัด บางคนเก็บเงินมาค่อนชีวิต ต้องเสียไปกับค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว การทำประกันอุบัติเหตุไว้อาจจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ 

4. คนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ บางคนอาจจะหาเช้ากินค่ำ หรือผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรอยู่ การเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลทำให้เราขาดรายได้ แต่เราต้องกินต้องใช้ทุกวัน ดอกเบี้ยก็วิ่งทุกวัน ซึ่งประกันอุบัติเหตุบางกรมธรรม์มีเงินชดเชยรายวันให้นะ

5. คนที่ชอบความคุ้ม โดยส่วนตัวรู้สึกว่าประกันอุบัติเหตุเป็นประกันที่คุ้มสุดแล้ว เพราะจ่ายเบี้ยต่อปี 2-3 พันบาท แต่ถ้าเป็นอะไรไป มีเงินให้คนข้างหลังเป็นล้าน ซึ่งประกันแบบอื่นๆ จะให้ผลตอบแทนต่อเบี้ยที่ต่ำกว่าตัวนี้ในกรณีเสียชีวิต

6. คนที่เป็นเทรนเนอร์ Pokemon Go ฮิตจริงๆ เกมนี้ เพิ่งเข้าไทยมาไม่นาน แต่ก็มีผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคนได้รับผลกระทบจากการที่สังคมก้มหน้าที่เริ่มเคลื่อนที่ได้กันแล้ว ก่อนจะออกไปจับมอนสเตอร์ก็อย่าลืมทำประกันอุบัติเหตุไว้ก่อนนะ

ประกันอุบัติเหตุไม่ได้ใช้เคลมกรณีเจออุบัติเหตุร้ายแรงเท่านั้น แต่อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เราก็สามารถเบิกได้นะ เช่น กินข้าวอยู่อย่างมูมมาม เกิดก้างปลาติดคอ ถือเป็นอุบัติเหตุนะ หรือไปหยอกแมวจรเล่น แล้วโดนข่วน ก็ไปหาหมอเบิกประกันได้ นอกจากนี้ การหกล้ม หรือโก๊ะเดินชนขอบโต๊ะ เดินชนกระจกจนหัวโน อะไรพวกนี้ก็ใช้ได้หมด ขับมอร์ไซด์ตกท่อก็ยังใช้ได้ คือถ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามยิ่งควรมีไว้เลย เพราะปีนึงหกล้มสองครั้งก็ใช้คุ้มแล้ว

โดยส่วนตัวพี่เม่าเองก็ทำไว้เหมือนกัน ทำไว้หลังจากประสบอุบัติเหตุรถชนขาหักเดินไม่ได้ไป 3 เดือน ตอนนั้นถึงตระหนักได้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา และแค่พริบตาเดียวขาก็หักไปแล้ว ก็เลยไปทำเอาไว้ปีละ 2-3 พัน แต่หลังจากทำแล้วก็ปลอดภัยไร้อันตรายใดๆ 555+ บางปีไม่ได้ใช้เลยก็มี แต่โดยส่วนตัวโอเคนะ ไม่ได้อยากใช้ให้คุ้มอะไร เพราะทำไว้แล้วไม่ได้ใช้แปลว่าเราไม่ได้เจออุบัติเหตุร้ายแรง แต่ถ้าถึงคราวเคราะห์ก็หวังว่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้นะ 

แต่ถ้าใครยังไม่ได้ทำ และสนใจอยากทำประกันอุบัติเหตุกับ Krungthai AXA ก็สามารถเช็คเบี้ยประกันได้ และถ้าโอเคกับราคาก็ซื้อผ่าน Line Pay ได้เลย ตามลิงก์นี้เลย http://bit.ly/29J5taE