หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Victory Day

จากสถิติย้อนหลังไปหลายปี จะพบว่าตลาดหุ้นมักจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปี (ดูจากกราฟดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปี 2009-2012 )
 

ดังนั้นการลงทุน LTF/RMF ที่เราสามารถคำนวณได้คร่าวๆ อยู่แล้วว่าปีนี้จะต้องลงทุนเท่าไหร่ (เพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี) นักลงทุนส่วนมากจึงนิยมซื้อเฉลี่ยแบบ DCA มาตลอดทั้งปี

แต่ปีนี้...2013....
มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่..........




 

แต่จริงๆ แล้วหัวใจของการลงทุนแบบ DCA คือ การกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนเพียงครั้งเดียว และเป็นการฝึกวินัยในการลงทุน รวมถึงลดภาระในการติดตามตลาดด้วย ซึ่งไม่ได้การันตีว่าการลงทุนแบบ DCA จะได้ราคาต่ำสุดเสมอไปนะจ๊ะ ... (แต่ปีนี้มันก็น่าแค้นใจจริงๆ แหละ สำหรับคนที่ DCA มาตลอดทั้งปี อิอิ)




 

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้ลงทุนกับ ก.ล.ต. :: กองทุนรวมตราสารหนี้

ทำไมเม่าลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ แล้ว NAV ลดลงจนขาดทุนได้ล่ะ !!!!
ไหนบอกตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำไม่ใช่หรอ ...?!?!!

อันที่จริงแล้วการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ถึงจะความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่นะจ๊ะ

กองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ ทั้งตราสารหนี้ภาครัฐเช่น
ตั๋วเงินคลัง  พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตราสารหนี้อื่น ๆ ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน และ หุ้นกู้เอกชน ซึ่งมีทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) และตราสารหนี้ระยะยาว

การดูความเสี่ยงของกองทุนตราสารหนี้จึงต้องพิจารณาพอร์ตว่ากองทุนลงทุนในตราสารหนี้อะไรบ้าง  ผลตอบแทนมาจากความเสี่ยง หากเสี่ยงน้อย ผลตอบแทนก็น้อย หากเสี่ยงเยอะ ผลตอบแทนก็ควรจะเยอะตาม 

ซึ่งความเสี่ยงของตราสารหนี้ประกอบด้วย

1. ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk) โดยการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในตลาดส่งผลกระทบต่อราคาตราสารหนี้ ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยมักจะวัดออกมาเป็นค่า duration หรือความอ่อนไหวของราคาต่ออัตราดอกเบี้ย ยิ่ง duration เยอะเสี่ยงเยอะ duration น้อยเสี่ยงน้อย ตรงนี้เป็นจุดที่เม่าโดนผลกระทบเต็ม ๆ
             
2. ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้ (credit risk)
การวัดเครดิตเรตติ้งมี 2 กลุ่ม ได้แก่
- Investment grade ตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA
- Non investment grade หรือ junk ตั้งแต่ BB ลงมาถึง D (default)

3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (liquidity risk) คือ ความเสี่ยงที่ตราสารหนี้จะไม่สามารถขายในราคาที่เหมาะสม ในเวลาที่ต้องการได้

4. ความเสี่ยงอื่นๆ เช่น กองทุนรวมที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศก็จะมีความเสี่ยงเกี่ยวกับสภาวะทางการเมือง หรือเศรษฐกิจในประเทศที่ไปลงทุน ความเสี่ยงด้าน country risk รวมทั้งความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (foreign exchange risk) ด้วย 

ความเสี่ยงทั้งหมดจะสะท้อนออกมาที่ yield ที่ผู้ลงทุนคาดหวังจากการลงทุน 
เหตุที่ NAV กองทุนตราสารหนี้ที่เม่าลงทุนลดลงเพราะ yield ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาตราสารหนี้ลดลงนั่นเอง ในทางกลับกันก็มีโอกาสที่ราคาตราสารหนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หาก yield ลดลง ผู้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่เป็นกองทุนเปิดจึงต้องระมัดระวัง เพราะราคา NAV จะปรับตาม yield เสมอ

ดังนั้นก่อนจะลงทุนในตราสารหนี้ ก็ต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนนะจ๊ะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะหน้าแตกแบบเม่า ^^'




 

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้ลงทุนกับ ก.ล.ต. :: กองทุนรวมหุ้น

มีหลายท่านอยากลงทุนในหุ้น แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี หรือบางท่านอาจลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว แต่ว่าไม่มีเวลาติดตามหุ้น ทำให้สภาพพอร์ตไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมี โอกาสได้ลงทุนในหุ้นโดยมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลให้

"กองทุนรวมหุ้น (equity fund)" หรือ "กองทุนรวมตราสารทุน" คือ กองทุนรวมที่เน้นลงทุนในตราสารทุนประเภทต่างๆ  เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ใบสำคัญแสดงสิทธิ (warrants) รวมถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้น ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนรวม (คำนวณโดยเฉลี่ยในแต่ละรอบปีบัญชี)
 
นโยบายการลงทุน
     “กองทุนรวมหุ้น” มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายขึ้นอยู่กับ บลจ.หรือผู้จัดการกองทุน เช่น
- เลือกลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีอัตราการเติบโตสูง ผลการดำเนินงานดี และมีศักยภาพที่จะขยายกิจการได้อย่างดีในอนาคต
- หรือลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มั่นคง มีผลการดำเนินงานดี 
- หรือลงทุนในหุ้นของหมวดอุตสาหกรรมใดๆ


ผลตอบแทนและความเสี่ยง
กองทุนรวมหุ้นมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในกองทุนรวมประเภทอื่นๆ แต่ก็อย่าลืมว่าผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงสูง
การลงทุนใน "กองทุนรวมหุ้น" อาจมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ที่กองทุนรวมไปลงทุน ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ การปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐที่มีผลต่อบริษัทที่ประกอบธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ อาจมีผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่กองทุนรวมไปลงทุน 
ความเสี่ยงจากการที่ผู้จัดการกองทุน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจเลือกหุ้นและกำหนดสัดส่วนการกระจายการลงทุนไม่เหมาะสม หรือแม้แต่เลือกจังหวะการลงทุนผิดพลาด  แต่การที่กองทุนรวมหุ้นมีการกระจายการลงทุนไปในหุ้นหลายๆ ตัว ก็ยังช่วยกระจายหรือจำกัดความเสี่ยงได้ เพราะหากหุ้นตัวใดมีราคาลดลงก็ยังมีหุ้นตัวอื่นมาพยุงไว้

 
จะเลือกกองทุนรวมหุ้นที่ใช่ได้อย่างไร          
1. ให้เปรียบเทียบผลตอบแทนของกองทุนรวมหุ้นตัวที่เราสนใจกับตัวชี้วัดหรือ  Benchmark เช่น  ถ้ากองทุนรวมหุ้นทั่วไป  ก็ต้องเปรียบเทียบผลตอบแทนกับ  SET Index หรือถ้าเป็นกองทุนรวมหุ้นที่มีชื่อว่า  กอง  SET50  ก็ต้องเปรียบเทียบกับผลตอบแทน  SET50 Index การเปรียบเทียบดังกล่าวเป็นตัววัดว่าผู้จัดการกองทุนมีประสิทธิภาพแค่ไหน  และสามารถเอาชนะดัชนีชี้วัดได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณาผลการดำเนินงานของผู้จัดการกองทุนมากกว่า 1 ปี โดยขึ้นอยู่กับระยะการลงทุนของผู้ลงทุน เพื่อให้เห็นความสม่ำเสมอของการบริหารกองทุนของผู้จัดการกองทุนที่กำลังพิจารณา

2. เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนด้วย เพราะบางปีกองทุนรวมทุกกองทุนเอาชนะ Benchmark หมด  ดังนั้น  ต้องเลือกกองทุนรวมหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผลที่สุด

3. จะเลือกกองทุนรวมหุ้นแบบไหนระหว่างจ่ายปันผลกับไม่จ่ายปันผล  กองแบบที่จ่ายปันผล ข้อดี  คือ ได้ผลตอบแทนระหว่างการลงทุนเป็นระยะ เสมือนเป็นรายได้เพิ่มเข้ามา (แต่ถึงเวลาจริงจะได้หรือไม่ หรือได้เท่าไร  ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของกองทุนในรอบบัญชีนั้น  ๆ  ด้วย)  ข้อด้อย  คือ  เงินปันผลต้องถูกหักภาษี  ณ  ที่จ่าย  10%  ขณะที่กองไม่จ่ายปันผล  ไม่ต้องเสียภาษี  กำไรเวลาขายคืนหน่วยลงทุนก็ได้รับไปเต็ม  ๆ  แต่ระหว่างการลงทุนไม่มีเงินปันผล

ดูๆ แล้ววิธีการเลือกองทุนรวมหุ้นก็ไม่ยากเย็นอะไรเนอะ แล้วเม่าจะเลือกกองทุนรวมหุ้นกองไหนไปติดตามกันได้ในการ์ตูนจ้า




 

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เรียนรู้ลงทุนกับ ก.ล.ต. :: กระทบไหล่ LTF


 LTF (Long Term Equity Fund) หรือ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น
ระยะยาว ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยผู้ลงทุนใน LTF จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน เมื่อลงทุนแล้วต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน โดยอาจมีการจ่ายเงินปันผล หรือไม่มีการจ่ายเงินปันผลคืนให้แก่ผู้ลงทุนก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดนโยบายการลงทุนของ LTF กองนั้นๆ

เงื่อนไขการลงทุน
การลงทุน LTF เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี มีเงื่อนไขว่า ต้องซื้อและถือหน่วยลงทุนของ LTF
ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน โดยนับแยกกันไปในแต่ละก้อนเงินที่ลงทุน และไม่จำเป็นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกปี เช่น เงินลงทุนแต่ละยอดที่ซื้อในปี 2549 จะครบเงื่อนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 เป็นต้นไป และส่วนที่ลงทุนในปี 2550 จะครบเงื่อนไขตั้งแต่เดือนมกราคม 2554  เป็นต้นไป ทั้งนี้ เงินลงทุนใน LTF จะต้องลงทุนภายในปี 2559


 สิทธิประโยชน์ทางภาษี
หากปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน ผู้ลงทุนใน LTF จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีถึง 2 ทางด้วยกัน คือ

1)      เงินลงทุนในกองทุน LTF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของ
เงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

           2)  กำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ แต่หากมีการลงทุนเกิน 15% ของเงินได้ หรือเกิน 500,000 บาท เมื่อขายคืนหน่วยลงทุนแล้วมีกำไร ผู้ลงทุนจะต้องนำกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) นับเฉพาะเงินลงทุนส่วนที่เกิน ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

หากขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป และต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไป พร้อมเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ทันทีที่ผิดเงื่อนไข  และต้องเสียภาษีสำหรับกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข

สรุป :  การลงทุน LTF เหมาะกับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ในระดับสูง เนื่องจากเป็นการลงทุนในหุ้น  และพร้อมที่จะลงทุนในระยะยาว ไม่ต่ำกว่า 5 ปี ที่สำคัญผู้ลงทุนควรจัดสรรเงินมาลงทุน โดยคำนึงถึงหลักการกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation)   มิใช่นำเงินลงทุนทั้งหมดที่มีมาลงทุนใน LTF เพียงอย่างเดียว และหลังจากตัดสินใจลงทุนใน LTF แล้ว ก็ไม่ควรทำผิดเงื่อนไขนะคะ ระวังจะเป็นเหมือนเม่าในตอนนี้....






วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เรียนรู้ลงทุนกับ ก.ล.ต. :: สุขสบายยามบั้นปลายกับ RMF

   ช่วงปลายปี เป็นช่วงที่บุคคลธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะหาวิธีใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี ซึ่งการลงทุนใน  RMF (Retirement Mutual Fund) หรือ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการลดหย่อนภาษี และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินเพื่อการเกษียณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ยังไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณรองรับ เช่น คนที่ไม่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เป็นต้น รวมถึงผู้ที่มีสวัสดิการ แต่ต้องการที่จะออมเพิ่มเติมให้มากขึ้น
 
เนื่องจากการลงทุน RMF มีระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน กองทุน RMF จึงมีนโยบายการลงทุนให้เลือกหลากหลายเหมือนกองทุนรวมทั่วไป ตั้งแต่กองทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ ไปจนถึงกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงสูง เน้นลงทุนในตราสารทุน (หุ้น) หรือ สินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ

การลงทุน RMF เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี มีเงื่อนไขดังนี้
- เริ่มลงทุนแล้ว ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อหน่วยลงทุนของ RMF ไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง
- ลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ในแต่ละปี หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า)
- ต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปี ติดต่อกัน
- ลงทุนและถือหน่วยลงทุนจนผู้ลงทุนอายุครบ 55 ปี และลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก (การนับ 5 ปี ให้นับเฉพาะปีที่มีการซื้อหน่วยลงทุนเท่านั้น)
 
หากทำตามเงื่อนไขได้ จะได้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีถึง 2 เด้ง คือ
1. เงินลงทุนใน RMF สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง
2. กำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ได้รับการยกเว้นภาษี
 
แต่ในกรณีผิดเงื่อนไขการลงทุน
- กรณีที่ลงทุนไม่ถึง 5 ปี 
1.ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (นับตามปีปฏิทิน) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข
2. ต้องเสียภาษี capital gain ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ขายคืน
-กรณีที่ลงทุนตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
1. ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไปในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (นับตามปีปฏิทิน) ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่ผิดเงื่อนไข
 
สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าเริ่มซื้อ RMF ไปแล้ว และกลัวผิดเงื่อนไข (เพราะเงื่อนไขยุบยับมาก) ก็ควรจะตั้งเวลาให้ตัวเองซื้อทุกต้นปีไปเลย ปีละ 5000 บาท เพื่อกันลืม และถ้าจะซื้อเพิ่มก็ค่อยซื้ออีกทีภายหลัง เพราะถ้าผิดเงื่อนไขการลงทุนต้องคืนภาษียาวเลยนะคะ เกิดเผลอเรอขึ้นมาจะน้ำตาตกเหมือนเม่า T^T